Tags: UFA BET, สมัคร UFABET, 789VIP, Blackjack Insurance, ไฮโลรูเล็ต, Ufabet 789 VIP, UFA VIP 789, เกมกีฬา, เว็บพนันบอลดีที่สุด, UFABET, บาคาร่าออนไลน์, VIP 789 ufabet, UFAVVIP789 เว็บตรง, สมัครยูฟ่าเบท, เว็บไซต์แทงบอลออนไลน์, คาสิโนvvip789, UFABET 789
ในบรรดาเกมไพ่ในคาสิโน แบล็คแจ็คถือเป็นหนึ่งในเกมที่ได้รับความนิยมสูงสุด ด้วยกฎกติกาที่เรียบง่าย และการเอาชนะเจ้ามือด้วยไพ่ 21 แต้ม หรือที่เรียกว่า “แบล็คแจ็ค” นั่นเอง อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ทำให้เกมนี้น่าสนใจยิ่งขึ้นคือ การเดิมพันเสริมต่าง ๆ ที่มีให้เลือกเล่น
หนึ่งในการเดิมพันเสริมที่ได้รับความนิยมคือ Blackjack Insurance ซึ่งเป็นการเดิมพันว่าไพ่ใบที่สองของเจ้ามือจะเป็นไพ่ 10 แต้ม เมื่อมีไพ่เอซเป็นไพ่หงาย แต่การเดิมพันนี้มักเป็นประโยชน์ต่อคาสิโนมากกว่าผู้เล่น เนื่องจากมีขอบของคาสิโนที่สูง
บทความนี้จะพาคุณไปทำความเข้าใจเกี่ยวกับ Blackjack Insurance ว่ามันคืออะไร มีความเสี่ยงและโอกาสชนะเท่าไหร่ รวมถึงจะแนะนำว่าในสถานการณ์ใดที่การวางเดิมพัน Insurance อาจเป็นตัวเลือกที่ดี และเมื่อไหร่ที่ควรหลีกเลี่ยง เพื่อเพิ่มโอกาสในการเป็นผู้ชนะเมื่อเล่นแบล็คแจ็คในระยะยาว
ก่อนอื่น เรามาทำความเข้าใจกันก่อนว่า Blackjack Insurance คืออะไรกันแน่
Blackjack Insurance เป็นการเดิมพันเสริมที่พบได้บ่อยที่สุดในเกมแบล็คแจ็ค ซึ่งอนุญาตให้ผู้เล่นป้องกันตัวเองจากแบล็คแจ็คของเจ้ามือในสถานการณ์ที่เจ้ามือมีไพ่เอซเป็นไพ่หงาย (Upcard)
เมื่อวางเดิมพัน Insurance ผู้เล่นกำลังเดิมพันว่าไพ่ใบที่สองของเจ้ามือจะเป็นไพ่ 10 แต้ม ไม่ว่าจะเป็นไพ่ 10, J, Q หรือ K ซึ่งจะทำให้เจ้ามือได้ 21 แต้ม หรือก็คือแบล็คแจ็คนั่นเอง ถ้าเจ้ามือได้แบล็คแจ็ค ผู้เล่นจะชนะเดิมพัน Insurance และได้รับเงินในอัตราต่อรอง 2:1
แต่ในทางกลับกัน ถ้าไพ่ใบที่สองของเจ้ามือไม่ใช่ไพ่ 10 แต้ม ผู้เล่นจะเสียเงินเดิมพัน Insurance ทั้งหมด
สมมติว่าผู้เล่นวางเดิมพันหลักที่โต๊ะแบล็คแจ็ค 1,000 บาท และได้ไพ่ 8♠ และ 7♥ ซึ่งเท่ากับ 15 แต้ม ขณะที่เจ้ามือมีไพ่ A♦ เป็นไพ่หงาย
ในสถานการณ์นี้ ผู้เล่นสามารถวางเดิมพัน Insurance ได้ โดยจะต้องวางเดิมพันเป็นจำนวนครึ่งหนึ่งของเดิมพันหลัก ซึ่งในกรณีนี้คือ 500 บาท
หากไพ่ใบที่สองของเจ้ามือเป็นไพ่ 10 แต้ม เช่น 10♣ เจ้ามือจะมีแต้มเท่ากับ 21 หรือก็คือแบล็คแจ็ค ในกรณีนี้ผู้เล่นจะชนะเดิมพัน Insurance จำนวน 500 บาท ในอัตราจ่าย 2:1 ซึ่งเท่ากับ 1,000 บาท
อย่างไรก็ตาม ผู้เล่นจะแพ้เดิมพันหลัก 1,000 บาท เนื่องจากเจ้ามือมีแบล็คแจ็ค ดังนั้น ผลสรุปคือผู้เล่นจะเสียเงินไป 1,000 บาท แต่ได้คืนมา 1,000 บาท จากเดิมพัน Insurance จึงเท่ากับว่าเสมอตัว ไม่ได้กำไรหรือขาดทุน
ในทางกลับกัน หากไพ่ใบที่สองของเจ้ามือเป็นไพ่ที่ไม่ใช่ 10 แต้ม เช่น 6♦ ผู้เล่นจะแพ้เดิมพัน Insurance 500 บาท ส่วนผลของเดิมพันหลักจะขึ้นอยู่กับไพ่ที่ผู้เล่นและเจ้ามือมีในมือหลังจากนั้น
โดยพื้นฐานแล้ว อัตราต่อรองของการที่เจ้ามือจะได้แบล็คแจ็คหลังจากมีไพ่เอซเป็นไพ่หงายอยู่ที่ประมาณ 31% โดยขึ้นอยู่กับจำนวนสำรับไพ่ที่ใช้
อย่างไรก็ตาม การเดิมพัน Insurance จะจ่ายเงินในอัตรา 2:1 หรือก็คือผลตอบแทนเพียง 33.33% สำหรับผู้เล่นที่ชนะเดิมพันนี้ ซึ่งมากกว่าความน่าจะเป็นที่แท้จริงเล็กน้อย
ความแตกต่างระหว่างสองค่านี้ ประมาณ 2-3% คือขอบเจ้ามือ (House Edge) ในเดิมพัน Insurance ซึ่งหมายความว่าคาสิโนจะได้เปรียบจากการเดิมพันนี้ในระยะยาว
เพราะฉะนั้น ในมุมมองของกลยุทธ์เกม การเดิมพัน Insurance จึงไม่ใช่ทางเลือกที่ดีนัก เนื่องจากให้ผลตอบแทนที่คาดหวังเป็นลบต่อผู้เล่น
มาวิเคราะห์คณิตศาสตร์ที่อยู่เบื้องหลังการเดิมพัน Insurance ในแบล็คแจ็คกันดีกว่า เพื่อที่ผู้เล่นจะได้ตัดสินใจอย่างชาญฉลาด
สมมติว่าคุณกำลังเล่นแบล็คแจ็คออนไลน์ด้วยสำรับเดียว และเดิมพัน Insurance 200 บาท ในสถานการณ์นี้ อัตราส่วนระหว่างไพ่ 10 แต้ม กับไพ่ที่ไม่ใช่ 10 แต้มคือ 16 ใบ (10 สี่ใบ, J สี่ใบ, Q สี่ใบ และ K สี่ใบ) ต่อ 36 ใบ
ถ้าเจ้ามือมีไพ่เอซเป็นไพ่หงายและเปิดโอกาสให้คุณวางเดิมพัน Insurance อัตราส่วนระหว่างไพ่ที่ไม่ใช่ 10 แต้มกับไพ่ 10 แต้มจะเป็น 35 ต่อ 16 (ถ้าไม่นับไพ่ในมือของคุณ) หรือก็คือ:
35 ครั้งที่คุณวางเดิมพัน Insurance 200 บาท คุณจะเสีย 7,000 บาท (จากครั้งที่เจ้ามือไม่ได้ไพ่ 10 แต้ม)
16 ครั้งที่คุณวางเดิมพันเดียวกัน และเจ้ามือได้ไพ่ 10 แต้มเป็นไพ่ที่ซ่อนอยู่ คุณจะชนะ 6,400 บาท (เพราะการเดิมพันนี้จ่าย 2:1)
หากคุณวางเดิมพัน Insurance ทุกครั้ง ผลสรุปคือคุณจะขาดทุน 600 บาท (7,000 – 6,400) เมื่อคำนวณความเสียเปรียบโดยหาร 600 ด้วย 10,200 จะได้ประมาณ 5.9% ซึ่งก็คือขอบของคาสิโน (House Edge) นั่นเอง
จะเห็นได้ว่าการจ่ายเงินสำหรับเดิมพัน Insurance นั้นต่ำกว่าอัตราต่อรองที่แท้จริงของการที่เจ้ามือจะได้ไพ่ 10 แต้ม ถ้าหากจ่ายเท่ากับอัตราต่อรองจริง คาสิโนควรจ่ายมากกว่า 400 บาทเล็กน้อยเมื่อผู้เล่นชนะเดิมพันนี้ แต่พวกเขาไม่ทำแบบนั้น ซึ่งแปลว่าเกมนี้ได้เปรียบคาสิโน
กฎของแบล็คแจ็คไม่ได้ระบุชัดเจนว่าไม่ควรวางเดิมพัน Insurance อย่างไรก็ตาม หากคุณเจอสถานการณ์ดังต่อไปนี้ ให้ใช้สามัญสำนึกและคณิตศาสตร์ง่าย ๆ ในการตัดสินใจครั้งต่อไป
คุณอาจพิจารณาวางเดิมพัน Insurance หากมีไพ่แต้มต่ำในมือ เช่น 16 แต้มหรือต่ำกว่า เพราะถ้าจั่วไพ่เพิ่ม คุณมีโอกาสสูงที่จะแตก (Bust) ดังนั้นการเดิมพัน Insurance อาจช่วยลดความสูญเสียลงได้
สมมติว่าคุณมีไพ่รวม 20 แต้ม และเจ้ามือมีไพ่เอซ บางคนอาจแนะนำให้ทำประกันเพราะแม้เจ้ามือจะไม่ได้ไพ่ 10 แต้ม พวกเขาก็จะต้องพยายามมากกว่าจะชนะไพ่ 20 แต้มของคุณได้ อีกทั้งคุณยังหลีกเลี่ยงการเสียเดิมพันจากไพ่ที่ดีอยู่แล้วด้วย
อย่างไรก็ตาม เมื่อมองจากองค์ประกอบของไพ่ในสำรับ ถ้าคุณมีไพ่ 20 แต้ม ไพ่ 10 แต้ม 2 ใบจาก 8 ใบก็อยู่ในมือแล้ว ทำให้เจ้ามือมีโอกาสน้อยลงที่จะได้ไพ่ 10 แต้ม ในสถานการณ์แบบนี้ House Edge จะพุ่งสูงถึง 14.5% ซึ่งทำให้ช่วงที่มีไพ่ดีเป็นช่วงที่แย่ที่สุดในการพิจารณาวางเดิมพัน Insurance
หากคุณมีแบล็คแจ็ค และเจ้ามือมีไพ่เอซ คุณจะเจอสถานการณ์ “แจกเงินเท่า” (Even Money) ซึ่งก็คือการเดิมพัน Insurance นั่นเอง
สมมติว่าคุณวางเดิมพัน 1,000 บาทและเดิมพัน Insurance อีก 500 บาท ถ้าเจ้ามือได้แบล็คแจ็ค คุณจะได้เงิน 1,000 บาทจากอัตราจ่าย 2:1 ของ Insurance ส่วนถ้าเจ้ามือไม่ได้แบล็คแจ็ค คุณจะชนะ 1,500 บาทจากอัตราจ่าย 3:2 ของแบล็คแจ็ค แต่ก็จะเสียเงินประกัน 500 บาท เหลือกำไรสุทธิ 1,000 บาท
ข้อสำคัญคือ เจ้ามือจะต้องไม่ทำแบล็คแจ็คเสมอ ซึ่งจะเกิดขึ้นได้น้อยกว่า 31% ของเวลา หากเขาไม่ได้เสมอกับแบล็คแจ็คของคุณ คุณจะได้เงิน 1,500 บาทจากเดิมพัน 1,000 บาท ซึ่งทำให้การเดิมพัน Insurance เป็นตัวเลือกที่ไม่คุ้มค่า
การเล่น Insurance ให้ได้กำไรต้องอาศัยมากกว่ากลยุทธ์ทั่วไป คุณต้องนับไพ่ในแบล็คแจ็คเป็นอย่างดีจึงจะถูกต้อง ดังนั้นทางที่ดีควรหลีกเลี่ยงการเดิมพันนี้ไปเลย
นอกเหนือจากการเดิมพันหลัก ซึ่งก็คือการทายว่าไพ่ของผู้เล่นจะชนะไพ่ของเจ้ามือหรือไม่แล้ว ยังมีการเดิมพันเสริมอื่น ๆ ในแบล็คแจ็คอีกด้วย โดยทั่วไปการเดิมพันเสริมเหล่านี้มักจะให้ผลตอบแทนที่สูงกว่าการเดิมพันมาตรฐานในแบล็คแจ็ค แต่ก็มาพร้อมกับ House Edge ที่สูงขึ้นเช่นกัน นั่นหมายความว่ามีความเสี่ยงมากกว่านั่นเอง
นอกจาก Insurance แล้ว ต่อไปนี้คือการเดิมพันเสริมยอดนิยมในแบล็คแจ็ค
เป็นการเดิมพันว่าไพ่ 2 ใบแรกของผู้เล่นจะเป็นไพ่คู่หรือไม่ และถ้าเป็น จะเป็นไพ่คู่ประเภทใด (Perfect Pair, Coloured Pair หรือ Mixed Pair)
Perfect Pair หมายถึงไพ่ 2 ใบแรกต้องมีแต้มและชนิดเดียวกันทั้งหมด เช่น 10♥ กับ 10♥
Coloured Pair หมายถึงไพ่มีแต้มเท่ากันและสีเดียวกัน แต่ต่างชนิดกัน เช่น 10♥ กับ 10♦
Mixed Pair หมายถึงไพ่มีแต้มเท่ากันแต่คนละสีและคนละชนิด เช่น 10♥ กับ 10♣
โดยทั่วไปการจ่ายเงินของเดิมพันนี้อยู่ที่ 6:1 ถึง 30:1 ขึ้นอยู่กับประเภทของไพ่คู่
ผู้เล่นต้องรวมไพ่ 2 ใบแรกของตนเองกับไพ่หงายของเจ้ามือ เพื่อสร้างมือไพ่โป๊กเกอร์ 3 ใบ โดยการจ่ายเงินจะขึ้นอยู่กับว่ามือนั้นแข็งแรงแค่ไหน (เช่น Flush, Straight, Three of a Kind) อัตราการจ่ายเงินของ 21+3 จะแตกต่างกันไปในแต่ละคาสิโน
เป็นการเดิมพันว่าเจ้ามือจะแตก (Bust) หรือไม่ และถ้าแตก จะใช้กี่ใบกว่าจะแตก ซึ่งการจ่ายเงินจะแตกต่างกันไป
เป็นการเดิมพันว่าไพ่ 2 ใบแรกของผู้เล่นจะมีแต้มรวมกัน 20 หรือไม่ โดยการจ่ายเงินสูงสุดมักจะเป็นเมื่อผู้เล่นได้ Queen of Hearts ทั้งสองใบ ซึ่งรวมกันเป็น 20 แต้ม
เป็นการทายว่าแต้มรวมของไพ่ 2 ใบแรกของผู้เล่นจะสูงกว่าหรือต่ำกว่า 13 ซึ่งมักจะจ่ายในอัตราเงินต่อเงิน (Even Money)
นอกจาก Insurance และตัวอย่างการเดิมพันเสริมที่ได้กล่าวมาแล้ว ยังมีการเดิมพันประเภทอื่น ๆ อีกมากมายที่คาสิโนต่าง ๆ นำเสนอ ซึ่งล้วนแล้วแต่มีเป้าหมายเพื่อเพิ่มความตื่นเต้นและความหลากหลายให้กับเกม
อย่างไรก็ตาม สิ่งสำคัญที่ผู้เล่นควรตระหนักคือ การเดิมพันเสริมเหล่านี้มักจะมีขอบเจ้ามือที่สูงกว่าการเดิมพันปกติ ดังนั้น ถึงแม้จะให้ผลตอบแทนที่สูงกว่า แต่โอกาสในการชนะก็น้อยกว่าไปด้วย ผู้เล่นจึงควรศึกษาอัตราต่อรองและกลยุทธ์ให้ดีก่อนตัดสินใจวางเดิมพัน
Blackjack Insurance เป็นการเดิมพันเสริมประเภทหนึ่งที่พบได้บ่อยในเกมแบล็คแจ็ค ซึ่งอนุญาตให้ผู้เล่นวางเดิมพันข้างเคียงว่าไพ่ใบที่สองของเจ้ามือจะเป็นไพ่ 10 แต้ม (10, J, Q, K) หรือไม่ ถ้าใช่ ผู้เล่นจะได้รับเงินในอัตราต่อรอง 2:1
อย่างไรก็ตาม เนื่องจาก House Edge หรือขอบของคาสิโนสำหรับการเดิมพันนี้อยู่ที่ราว ๆ 5.9% ถึง 7.5% (ขึ้นอยู่กับกฎของโต๊ะ) ทำให้ Blackjack Insurance เป็นการเดิมพันที่ไม่คุ้มค่าในระยะยาว
ถึงแม้ในบางสถานการณ์ เช่น เมื่อมีไพ่ต่ำในมือ การทำประกันอาจช่วยลดความเสียหายลงได้บ้าง แต่โดยรวมแล้ว ผู้เล่นส่วนใหญ่ควรหลีกเลี่ยงการเดิมพันนี้ เพื่อลดความได้เปรียบของคาสิโน
สำหรับผู้ที่สนใจในการเดิมพันเสริมประเภทอื่น ๆ ก็มีให้เลือกมากมายในเกมแบล็คแจ็ค ไม่ว่าจะเป็น Perfect Pairs, 21+3, Bust It, Lucky Ladies หรือ Over/Under 13 ซึ่งถึงแม้จะให้ผลตอบแทนที่สูงกว่าการเดิมพันปกติ แต่ก็มาพร้อมกับความเสี่ยงและขอบของคาสิโนที่สูงขึ้นเช่นกัน
ดังนั้น ไม่ว่าจะวางเดิมพันประเภทใด ผู้เล่นควรทำการบ้านศึกษาอัตราต่อรองและความคุ้มค่าในการเดิมพันให้ดีเสมอ เพื่อโอกาสที่ดีที่สุดในการชนะในระยะยาว
กรณีไม่สะดวกสมัครเอง สามารถติดต่อ ได้ที่ ไลน์ @UFAVVIP789 หรือคลิก ติดต่อ ได้เลย